วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

หน้าแรก

  • Kitti Rungklan's Exhibition
    • "บอนไซ" ไม่ใช่เป็นการจำลองและการย่อส่วนของต้นไม้ ที่แค่นำมาปลูกลงในกระถางเท่านั้น แต่บอนไซคือการทำงานศิลปะที่มีชีวิต เป็นประติมากรรมที่มนุษย์และธรรมชาติ ร่วมมือกันสร้างสรรค์ผลงาน เป็นงานศิลปะที่มีชีวิต และยืนยาวมากกว่ามนุษย์เราเสียอีก

การปลููกบอนไซ ประเภทไทร


ดินปลูก ต้นไม้ตระกูลไทร(Figus) เป็นพันธุ์ไม้ที่ไม่ค่อยจะชอบน้ำขัง เมื่อดินแฉะมากๆจะทำให้รากเน่าได้ง่าย ดินที่ใช้ปลูกควรผสม ดินร่วน 6 ส่วน ทรายหยาบ 3 ส่วน ใบไม้ผุหรือปุ๋ยคอก 1 ส่วน ถ้าผสมทรายหยาบมากควรระวังในเรื่องการขาดอาหาร
การเปลี่ยนกระถาง ไทรที่กล่าวถึงนี้รวมไปถึง ไกร กร่าง โพธิ์ มะเดื่อ เพราะวิธีการปลูกเลี้ยง ส่วนผสมของดินเหมือนกัน การปลูกลงกระถาง (จากไม้ตุ้ม) และการเปลี่ยนกระถางเหมือนกัน เพราะไทรเป็นต้นไม้ที่ขึ้นได้ง่ายด้วยการปักชำ การตัดแต่งรากก็ไม่ต้องทนุถนอมเหมือนกับต้นไม้พันธุ์อื่น


เมื่อไทรที่เลี้ยงในกระถางบอนไซมีรากแน่นกระถางแล้วก็ควรทำการตัดแต่งรากใหม่ เปลี่ยนดินให้ใหม่ มิฉะนั้นไทรจะทิ้งกิ่งได้ง่าย ในการเปลี่ยนดินก็ไม่ยุ่งยากอะไร เมื่อไทรมีใบแก่จัดก็เด็ดใบออกให้หมด นำไทรออกจากกระถางโดยใช้มีดหรือเกรียงกรีดรอบกระถาง ใช้นิ้วดันรูระบายน้ำก้นกระถาง แล้วเขี่ยดินเก่าออก ตัดรากที่แก่และยาวมากออก เหลือรากที่มีรากฝอยที่สั้นไว้พอประมาณ นำกรวดใส่รองก้นกระถาง ใส่ดินปลูกลงไปพอประมาณ วางต้นไทรที่ตัดแต่งรากเรีบยร้อยแล้วลงในกระถาง กลบด้วยดินให้เรียบร้อย แล้วนำไปพักไว้ในที่ๆมีความชื้นสูง ร่มรำไร รอให้ต้นไม้แตกใบใหม่จนแก่ จึงนำออกเลี้ยงกลางแจ้งได้
วิธีการเปลี่ยนดินนี้ใช้กับไทรเกาะหินได้ด้วย



การให้ปุ๋ย การให้ปุ๋ยกับต้นไทรนี้จะทำให้ต้นไม้มีความสมบูรณ์ และทำให้มีการแตกรากอากาศ ทำให้เกิดความงาม ปุ๋ยที่ใช้ควรเป็นปุ๋ยเคมีผสมอน่างเจือจาง หรือใช้ปุ๋ยคอกแช่น้ำแล้วตักน้ำที่แช่รด ให้ปุ๋ยเดือนละ 1 ครั้ง

การดูแลทั่วไป ต้นไทรสามารถเลี้ยงด้วยน้ำเพียงอย่างเดียว โดยการทำเป็นไม้เกาะหินซึ่งมีดินอยู่ที่หินเพียงเล็กน้อย รากที่แตกออกมาสามารถดูดอาหารจากในน้ำได้อย่างดี แต่การเจริญเติบโตเป้นไปอย่างเชืองช้ามาก

การรดน้ำ ควรรดตามปกติ วันละ 2 ครั้งตอนเช้ากับตอนเย็น ในฤดูหนาวอาจจะต้องเพิ่มการรดน้ำเป็นวันละ 3 ครั้งถ้าหากเป็นวันที่มีลมแรง การปลูกเลี้ยงไทรในที่ๆมีแสงแดดเต็มวัน จะทำให้ไทรมีใบเล็กลงและมีกิ่งฝอยเพิ่มมากขึ้น ไทรเป็นต้นไม้ที่มีความทนทานต่อดินฟ้าอากาสพอสมควร แต่ก็ควรจะฉีดยาฆ่าแมลง เพื่อเป็นการป้องกันโรคและแมลงเดือนละ 1 ครั้ง

รากบอนไซ



ราก เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งของชีวิตต้นไม้ เพราะรากมีหน้าที่ดูดซึมน้ำและอาหารในดิน แล้วส่งต่อไปเลี้ยงลำต้น ดังนั้น
บอนไซจะสมบูรณ์เพียงใดอยู่ที่ความสมบูรณ์ของรากนี่เองละครับ
บอนไซทั่วไปจะไม่มีรากแก้วเพราะถูกตัดไปแล้วก่อนนำมาเลี้ยง มีแต่รากแขนง รากฝอยแผ่ขยายออกไปเพื่อหาอาหารและน้ำ
ก็อย่างว่าละนะท่าน รากเขาไปไหนไม่ได้ไกลหรอก มันจะวนอยู่ในกระถางที่เราเลี้ยงบอนไซ การให้น้ำและอาหารบอนไซจึงต้องได้รับการดูแลมากกว่าการเลี้ยงไม้ประเภทอื่นๆที่ปลูกอยู่ในกระถางใหญ่กว่าหรือปลูกลงดิน ซึ่งรากสามารถแผ่ขยายไปได้กว้างไกลกว่า
เมื่อปลูกเลี้ยงบอนไซไประยะหนึ่งประมาณปีหรือกว่านั้นเล็กน้อยต้องนำมาเปลี่ยนกระถาง หรือใช้กระถางเดิมก็ได้ถ้าต้นเขาไม่ใหญ่โตขึ้นจนคับกระถาง
การเปลี่ยนกระถาง หมายถึงการเปลี่ยนดินปลูก ตัดเล็มรากให้น้อยลงแต่ต้องเหมาะสมกับขนาดต้น ตามภาพจะเห็นว่าเมื่อเลี้ยงไว้นานๆ จะมีแต่รากเต็มกระถาง ดินแทบไม่มีเลย บอนไซจึงขาดอาหารและแร่ธาตุในดินแถมยังขาดดินที่ทำหน้าที่อุ้มน้ำเก็บความชื้นไว้ให้อีกด้วย ถ้ารากเต็มขนาดนี้น่าเป็นห่วง ต้องรีบเปลี่ยนทันที ถ้าสังเกตจะเห็นว่าต้นบอนไซของเรามันไม่สวยสดใส ใบซีด บ่อยครั้งเหี่ยวเฉา ดีไม่ดีอาจทิ้งกิ่ง มันเหมือนกับคนเราครับ ขาดอาหาร ขาดน้ำ จะให้ดูดีสดใสได้อย่างไร
การตัดเล็มรากควรระวังอย่าให้รากช้ำมาก ใช้ไม้ หรือตะเกียบก็ได้ค่อยๆเกลี่ยดิน เกลี่ยรากที่พันกันอยู่ออกก่อน ตัดเล็มจากปลายรากฝอยๆเล็กๆเข้าไป เหมือนซอยผมปานนั้น ควรฉีดพรมน้ำไว้อย่าให้รากแห้ง เดี๋ยวจะเสียศูนย์ ไหนๆเปลี่ยนกระถางแล้วก็จัดการตัดเล็มกิ่งก้านที่ไม่ต้องการออกให้ดูสวยขึ้นเสียเลย

   

       

      





จัดการกระถางใหม่ใส่ดินหยาบรองก้นกระถาง นำไม้บอนไซวางลงในกระถาง จัดราก จัดต้นให้เหมาะสม เพราะบ่อยครั้งเวลารีบทำก็มักลืมไปว่าจะวางด้านหน้าด้านหลังบอนไซ วางกลาง หรือวางเอียงไปข้างหนึ่ง ทั้งนี้แล้วแต่โครงสร้างรูปทรงของบอนไซที่ปลูก ยิ่งถ้าเป็นกระถางจีนมันจะมีด้านหน้าด้านหลังกระถางด้วย พอปลูกเสร็จเรียบร้อย อ้าวผิดด้านนี่หว่า ต้องรื้อออกทำใหม่
เมื่อจัดเสร็จแล้วใส่ดินให้เรียบร้อย อาจใส่ยากันเชื้อรา ยาบำรุงรากด้วยก็ได้ กดดินให้แน่นพอควรพยายามอย่าให้มีช่องว่างในดินกับรากรดน้ำให้ชุ่ม นำวางไว้ในที่ร่ม รอชื่นชมผลงานของตัวเองต่อไป มีความสุข
เชื่อผมไหมเคยสังเกตตัวเองหรือเปล่าว่า เวลาท่านทำไม้เสร็จใหม่ๆ ท่านมักจะคอยไปเฝ้าดูแล ชื่นชมผลงานตัวเองมากกว่าเจ้าต้นเก่าๆที่ทำเสร็จไปนานแล้ว เรียกว่าเห่อของใหม่ก็ได้ จริงหรือเปล่าครับ

การปลูกโมก


ดินปลูก ใช้ดินท้องร่องสวนผสมใบทองหลางตากแห้ง หรือใช้ดินสวนผสมปุ๋ยคอก โดยทั่วไปแล้วโมกขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิดที่มีอินทรีย์วัตถุ


การเปลี่ยนดิน โมกเป็นต้นไม้ที่แตกรากได้ง่ายและแตกรากได้เร็วถ้าอาหารในดินสมบูรณ์ ต้นโมกเป็นต้นไม้ที่ชอบน้ำมาก ควรจะกระทำการเปลี่ยนดินให้ปีละหนึ่งครั้งหลังจากหมดฤดูหนาวแล้ว ถึงแม้ว่าโมกจะเป็นต้นไม้ที่เลี้ยงง่ายก็จริงอยู่ แต่ใบจะแสดงอาการซีดเหลืองเมื่อขาดอาหารในดิน ดินเป็นกรดด่างมากเกินไป หรือเมื่อรากแน่นกระถางจนเกินไป จากสาเหตูเหล่านี้ก็สมควรที่จะทำการเปลี่ยนดินให้ต้นโมกได้แล้ว




เมื่อจะทำการเปลี่ยนดินหรือปลูกลงในกระถางบอนไซ ในกรณีที่เป็นตุ้มดิน (จากการขุดมาจากตามริมคลองชายน้ำ) ที่ขุดมาใหม่ๆ ควรปลูกในกระถางดินที่มีขนาดใหญ่เพื่อให้ระบบรากสมบูรณ์เสียก่อน แล้วจึงทำการปลูกลงในกระถางบอนไซในภายหลัง
ในขณะที่โมกมีใบแก่จัดจึงจะเหมาะแก่การเปลี่ยนดิน เด็ดใบออกให้หมดเพื่อป้องกันการระเหยน้ำในภายหลัง นำดินออกจากกระถาง เขี่ยดินออกอย่างระมัดระวังให้หมด จะใช้วิธีฉีดน้ำล้างดินออกก็ได้ เมื่อดินออกหมดแล้ว ตัดรากที่ยาววิ่งวนในกระถาง หรือรากที่แก่มากมีการแตกรากฝอยที่มีจำนวนน้อยออก ไม่ควรทำการซอยรากออกทั้งหมด เพราะจะทำให้รากฝอยถูกตัดปลายรากไม่สามารถดูดน้ำเลี้ยงขึ้นสู่ลำต้นได้เพียงพอ (วิธีการตัดรากมีรายละเอียดในเรื่องระบบรากในหนังสือบอนไซ 02)


ถ้าตัดรากที่ยาวออกทุกครั้งที่ทำการเปลี่ยนดินแล้วต้นโมกจะมีแต่รากฝอยแตกจากโคนรากมากทำให้ต้นไม้มีระบบรากที่สมบูรณ์
เมื่อตัดแต่งรากเรียบร้อยแล้ว ใส่กรวดขนาดเล็กรองก้นกระถาง ใส่ดินปลูกลงไปประมาณครึ่งกระถาง วางต้นโมกลงในกระถางแล้วกลบดิน แต่งผิวดินให้เรียบร้อย รดน้ำด้วยฝักบัวให้ชุ่ม แล้วนำต้นไม้พักไว้ในที่ร่มรำไรประมาณ 7 วัน แล้วนำออกเลี้ยงในที่ๆมีแสงแดดประมาณ 50 %
การให้ปุ๋ย โมกเป็นต้นไม้ที่ชอบปุ๋ยมากควรให้ปุ๋ยเดือนละหนึ่งครั้ง ใช้ปุ๋ยเคมีผสมตามฉลาก หรือจะใช้ปุ๋ยคอกหมักราดที่โคนต้น
การดูแลทั่วไป ถึงแม้ว่าต้นโมกจะมีการแตกรากเร็วก็จริงอยู่ แต่รากโตช้า ลำต้นและกิ่งก้านก็โตช้าตามไปด้วย ในการตัดแต่งกิ่งหรือหรือแต่งแผลนั้น โมกเป็นต้นไม้ที่สร้างเปลือกหุ้มแผลได้เร็วพอสมควร เมื่อหุ้มแล้วก็ให้ความสวยงาม

ในอาการใบโมกซีดเหลืองจนแทบจะกลายเป็นต้นไม้เผือกนั้น นอกจากจะเป็นการแสดงว่าขาดอาหารในดินแล้ว อาจจะเกี่ยวกับระบบรากที่ไม่สมบูรณ์ได้ด้วย เช่น ต้นโมกที่มีโคนใหญ่แต่รากน้อยแล้วรีบปลูกลงในกระถางที่มีขนาดเล็กนั้น กว่าต้นโมกจะสร้างรากให้สมดุลย์กับต้นได้จะต้องใช้เวลามาก ที่ควรแล้วจะต้องปลูกลงในกระถางพักฟื้นที่มีขนาดใหญ่ไว้หลายๆปี ในขณะเดียวกันก็ทำการตัดแต่งรูปทรงไปด้วยก็ไม่เสียเวลามาก คอยเปลี่ยนดินให้ทุกปี ตัดรากที่ยาวมากออก เมื่อรากสมบูรณ์ดีแล้วใบก็จะไม่เผือกให้เห็นอีก
เมื่อต้นโมกในกระถางมีดินแห้งมาก อาจจะช่วยด้วยการตั้งกระถางบอนไซลงในจานรองกระถาง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในดินให้มากขึ้น
การรดน้ำ รดด้วยบัวรดน้ำปกติวันละ 2 ครั้งเช้าและเย็น หรืออาจจะเพิ่มบ่อยครั้งขึ้นในวันที่มีอากาศแห้งมากถ้ามีโอกาส
โรคและแมลงรบกวนน้อยมาก แต่ควรรดยาป้องกันตามปกติเดือนละหนึ่งครั้ง
ถ้าหากต้นโมกได้รับการปลูกเลี้ยงอย่างดีแล้ว  โมกจะเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ และเมื่อได้รับการตัดแต่งกิ่งก้านอยู่เสมอแล้วต้นโมกจะให้ดอกอย่างสม่ำเสมอ และจะให้รายละเอียดของกิ่งก้านได้หนาแน่นสวยงามมาก รายละเอียดที่เกิดขึ้นนี้เป็นการแสดงถึงอายุความเก่าแก่ไม่แพ้บอนไซของต่างประเทศแต่อย่างใด

หลักของการปลูกเลี้ยงบอนไซ 
สรุปพอสังเขปได้ดังนี้
1. ห้ามทำการเปลี่ยนดิน ขณะที่ต้นไม้กำลังแตกใบอ่อน
2. ไม่ควรเปลี่ยนดิน ขณะที่ดินในกระถางแฉะมาก
3. ไม่ควรเปลี่ยนดินบอนไซในฤดูหนาว ถ้าไม่จำเป็น
4. ไม่ควรเปลี่ยนดินในขณะที่บอนไซถูกโรคและแมลงรบกวนมาก ยกเว้นในกรณีที่โรครบกวนในดิน
5. ควรทำความสะอาดลำต้นและกิ่งก้านของบอนไซอยู่เสมอด้วยแปรงสีฟันที่ไม่ใช้แล้ว
6.ควรรดน้ำด้วยบัวรดน้ำต้นไม้ ไม่ควรฉีดน้ำด้วยสายยาง
7. ควรให้ปุ๋ยและฉีดยาฆ่าแมลงตามกำหนด
8. ดินในกระถางบอนไซควรจะมีการระบายน้ำได้ดี
9. ควรตั้งบอนไซบนชั้น มีอากาศถ่ายเทสะดวกและมีแสงแดดเพียงพอ

การเลี้ยงบอนไซให้มีความสมบูรณ์ปราศจากโรคและแมลงนั้นจะทำให้เกิดความงาม ทำให้ผู้เป็นเจ้าของบังเกิดความสุขทางใจได้มาก คุ้มค่ากับความเหนื่อยยากที่ได้เสียเวลาไป ประสบการณ์ที่ผู้เขียนมาทั้งหมดนี้ได้จากการเลี้ยงบอนไซอยู่ในกรุงเทพฯ สำหรับผ้ปลูกเลี้ยงบอนไซที่อยู่ตามต่างจังหวัดอาจจะมีวิธีแตกต่างออกไป เนื่องจากสภาพดินฟ้าอากาศแตกต่างกัน
เรื่องการปลูกเลี้ยงบอนไซของไทยนี้ ยังมีพันธุ์ไม้ที่จะกล่าวถึงอีกเป็นจำนวนหลายๆต้น ซึ่งคงจะได้นำมาลงอีกในโอกาสต่อไป

ปัจจัยที่ทำให้ไม้แคระ


  ท่านผู้สนใจคงทราบดีแล้วว่า ต้นไม้ตามธรรมชาติจะเจริญเติบโตได้ดีเพียงใดขึ้นอยู่กับราก ซึ่งเปรียบเสมือนท่อลำเลียง ทำหน้าที่หาอาหารส่งไปเลี้ยงลำต้น กิ่งและใบ ตลอดจน ดอกและผล ส่วนใต้ดินจำเป็นต้องได้รับการดูแลเช่นเดียวกับการดูแลชื่นชมส่วนบนดิน คือลำต้น รูปทรง กิ่งก้าน สาขา ความสัมพันธ์ของทั้งสองส่วนที่กล่าวเกี่ยวข้องกันโดยตรง คือถ้า รากเจริญแข็งแรงดีก็จะสามารถหาอาหารได้มาก รากก็ต้องงอกยาวออกไปหาอาหารได้ เพียงพอแก่ความต้องการของต้นไม้ แต่บอนไซเป็นศิลปะที่มนุษย์สร้างสรรค์ปั้นแต่งให้แคระแกรนฝืนธรรมชาติ  จึงต้องใช้วิธีบังคับ การบังคับต้นไม้ให้เจริญเติบโตอยู่ในสภาพที่ต้องการ จึงต้องพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้
        
                1 . กระถาง ดิน ราก
                       กระถางที่ใช้ใส่บอนไซ ที่นิยมกันและถือเป็นรูปแบบคือเป็นกระถางตื้นแบนคล้ายถาด ตรงกับคำญี่ปุ่นว่า บอน ซึ่งแปลว่าถาด ส่วนรูปแบบนั้นอาจจะเป็นสี่เหลี่ยม กลม รูปไข่ ขนาดเล็กใหญ่ตามความเหมาะสมของไม้บอนไซ  เมื่อกระถางเล็กพื้นที่จำกัด ดินที่บรรจุในกระถางมีปริมาณน้อย ความจุของกระถางจึง สัมพันธ์กับปริมาณของดินและรากของต้นไม้ที่ปลูก ก่อนปลูกจึงต้องประมาณให้ได้สมส่วนกัน คือ ให้ได้ปริมาณพอเพียงที่รากจะหาอาหารได้พอที่จะอยู่ได้ ไม่มากเกินจนไม้เติบโตงอกงามเกินไป หรือน้อยเกินไปจนต้นไม้ขาดอาหาร ไม้จึงถูกบังคับให้ต้นแคระแกรนได้อย่างคงที่ ดังนั้นเมื่อปลูกไว้นานๆ จนรากกินดินไปเกือบหมด ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนกระถางเปลี่ยนดิน ตัดเล็มรากให้น้อยลง
        
                2. การตัดแต่ง
                        การตัดแต่งบอนไซเป็นการบังคับมิให้ต้นไม้โตเกินไป และป้องกันมิให้เกิดการผิดสัดส่วน เสียหรือเปลี่ยนรูปทรง  การดูแลตัด เล็ม กิ่งใบจึง ต้องกระทำอยู่เสมอ
             
                 3. การรดน้ำ
                     การให้น้ำบอนไซจะต้องรดน้ำบอนไซทุกวัน และควบคุมปริมาณน้ำที่ใช้รดแต่ละกระถางให้พอเหมาะ เพราะการวางกระถางบอนไซต้องอยู่ในที่โล่ง เพื่อรับแสงแดดอย่างพอเพียง มีลม อากาศถ่ายเทอย่างดี ดังนั้นเมื่อไม้ตากแดดตากลม ตลอดวัน ดินในกระถางก็จะแห้งเร็ว การให้น้ำมากเกินไปก็จะทำให้บอนไซโตเร็วหรือดินอาจแฉะเกินไปทำให้รากเน่าได้ แต่ถ้าขาดน้ำบอนไซก็จะเหี่ยวเฉาและตายในที่สุด
          
                4. แสงแดด
                       บอนไซที่ปลูกจนอยู่ตัวแล้ว ควรตั้งไว้ในที่ๆแสงแดดส่องได้ตลอดวัน แสงแดดช่วยเจริญเติบโตของต้นไม้ก็จริง แต่ในเวลาเดียวกันก็ช่วยบังคับมิให้สูงเร็วเกินไป และทั้งจะเป็นการช่วยให้ลำต้นแข็งแกร่งใบเขียวจัดและขนาดใบจะเล็กลง ควรทำชั้นสำหรับวางโดยให้ความสูงของแต่ละชั้นลดหลั่นกันไป หรือมีแท่นรองสูงพอประมาณ จะเป็นการสะดวกต่อการดูแลตรวจตราต้นไม้แต่ละต้นได้ทั่วถึง และยังทำให้ไม้ดูเด่นสวยงามอีกด้วย ต้นไม้ที่อยู่ในที่ร่มมาก ย่อมสูงชะลูด ทำให้รูปลักษณะบอนไซเสียไป
           
                 5.  ลม
                         ควรตั้งบอนไซไว้ในที่ๆ มีลมโกรกอยู่เสมอ จะสังเกตได้ว่าต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนเขา และริมฝั่งทะเล ยืนต้านลมแรง ต้นไม้เหล่านี้มักไม่ใคร่สูงและมีรูปทรงผิดธรรมชาติ ฉะนั้นลมจึงช่วยควบคุมให้บอนไซไม่ให้โตเกินไป แต่การที่มีลมโกรกอยู่ตลอดเวลาก็จะทำให้ดินแห้งเร็ว จึงต้องคอยสังเกตและแก้ปัญหาด้วยการพรมน้ำให้เมื่อเห็นว่าหน้าดินเริ่มแห้ง

ภาพแกลเลอรี่บอนไซ ประเภทเทียนทะเล


ภาพแกลเลอรี่บอนไซ ประเภทบอนไซจิ๋ว


ภาพแกลเลอรี่บอนไซ ประเภทไม้หัว


ภาพแกลเลอรี่บอนไซ ประเภทลีลาวดี, ชวนชม

 

ภาพแกลเลอรี่บอนไซ ประเภทสน

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บอนไซ ดอกสวย

บอนไซ ดอกสวย


บอนไซ เป็นไม้ประดับที่แปลกอย่างหนึ่ง

เป็นไม้ที่คนใช้เวลาดูแลรักษา อย่างยาวนาน พิถีพิถัน

เพื่อให้มันดูสวยงาม คล้ายธรรมชาติ (ที่จำลองมา)

บอนไซบางต้น ใช้เวลาปลูกเป็นร้อยๆปี

บอนไซ ที่เราเห็นส่วนใหญ่ ที่สวยๆก็หายากอยู่แล้ว

ยิ่งเป็นต้นที่ ออกดอก ออกลูก ในกระถาง

ยิ่งหาดูยาก และยิ่งสวยงามมากขึ้นไปอีก

จะเป็นเช่นที่พูดหรือไม่.......

เชิญชมครับ !